1. การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ (New Incorporation)

สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดามาเป็นรูปแบบนิติบุคคล เพื่อบริหารความเสี่ยงและประหยัดภาษี จดทะเบียนบริษัทจำกัด (Co., Ltd.): รูปแบบยอดนิยมที่สุด (กฎหมายปัจจุบันใช้ผู้เริ่มก่อตั้งและถือหุ้นอย่างน้อย 2 คน) จำกัดความรับผิดชอบเฉพาะมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด (Ltd. Part.): เหมาะกับธุรกิจครอบครัวหรือเพื่อนฝูงที่มีคนรับผิดชอบร่วมกัน (ต้องมีหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ และไม่จำกัดความรับผิดชอบ) จดทะเบียนพาณิชย์ (ร้านค้า/บุคคลธรรมดา): สำหรับร้านค้าทั่วไป หรือร้านค้าออนไลน์ (จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) เพื่อยืนยันการมีตัวตนของร้าน

2. การจดทะเบียนภาษีและเข้าระบบ (Tax Registration

ดำเนินการต่อเนื่องหลังจากจัดตั้งนิติบุคคล หรือเมื่อบุคคลธรรมดามีรายได้ถึงเกณฑ์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): กฎหมายบังคับเมื่อธุรกิจมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (หรือจะขอจดล่วงหน้าก่อนรายได้ถึงก็ได้) เพื่อสิทธิในการออกใบกำกับภาษีซื้อ-ภาษีขายจดทะเบียนระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt: เพื่อเปลี่ยนระบบการออกใบกำกับภาษีจากกระดาษมาเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ นำส่งสรรพากรได้ง่ายและลดต้นทุนขึ้นทะเบียนนายจ้าง (ประกันสังคม): เมื่อบริษัทเริ่มมีการจ้างพนักงานประจำตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนภายใน 30 วัน

3. การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม (Corporate Changes

เมื่อธุรกิจดำเนินไปได้ระยะหนึ่งแล้วมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมชื่อบริษัท, ตราประทับ, หรือที่ตั้งสำนักงาน (ย้ายที่อยู่)แก้ไขเพิ่มเติมกรรมการ (เข้าใหม่/ลาออก) และอำนาจกรรมการเพิ่มทุน / ลดทุน ของบริษัทเพื่อขยายกิจการหรือปรับโครงสร้างทางการเงินแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ (เช่น เพิ่มประเภทสินค้าหรือบริการใหม่)โอนย้าย/เปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5)

4.การจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชี (Dissolution & Liquidation)

เมื่อต้องการปิดกิจการอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อไม่ให้มีภาระผูกพันทางกฎหมายหรือภาษีค้างคาจดเลิกกิจการ: ประกาศหนังสือพิมพ์ นัดประชุมผู้ถือหุ้น และยื่นจดเลิกต่อ DBDชำระบัญชี: จัดทำงบการเงิน ณ วันเลิกกิจการ ให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ และยื่นรายงานชำระบัญชีจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

Scroll to Top